วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

พระเครื่อง

ปกติเวลาที่พ่อมีเพื่อนก๊วนส่องพระมานั่งสังสรรค์กันที่บ้าน ฉันมักจะพยายามไม่แวะเวียน
ไปรบกวนเท่าไหร่เพราะตัวเองไม่ถนัดใดๆ เกี่ยวกับทางพระหรือทางพุทธนัก

(ไม่ใช่ว่าเข้าใกล้แล้วร้อนวูบวาบ จนต้องร้องกรี๊ดๆ )แม้ว่าพ่อจะพยายามดึงความสนใจ

โดยการเรียกฉันไปช่วยเพ่งหรือช่วยหยิบกล่องใส่พระเครื่องที่พ่อสะสมไว้ไปให้บ่อยๆ ก็ตาม

แต่ฉันก็ไม่เคยเกิดความสนใจที่จะศึกษาหรือใช้เวลาในการนั่งส่องพระเลยซักครั้ง

วานนี้ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งกินมื้อเที่ยง พ่อก็ว่าเดี๋ยวกินเสร็จแล้วให้ไปเปิดกล่องพระเครื่อง
แล้วให้เลือกดูที่ฉันพอใจเอาไปแขวนคอซักองค์ คือโดยปกติฉันไม่เคยแขวนพระ
เพราะเป็นคนไม่ชอบใส่สร้อยคอใดๆ อาจจะมีบ้างก็จะเป็นเชือกหนังที่ร้อยลูกปัดหิน
หรือเป็นพวกสร้อยเทอร์ควอยซ์มากกว่า

ได้ยินพ่อเอ่ยปากอย่างนั้นฉันก็นึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ พ่อเกิดมีความคิด
ที่จะมอบพระเครื่องให้ฉันทั้งๆ ที่พ่อก็ทราบล่ะว่าฉันไม่ใช่พวกที่ชมชอบเกี่ยวกับทางด้านนี้
ไม่เหมือนลูกชายทั้งสองคนของพ่อ พี่ๆ ของฉันที่ได้รับการถ่ายทอดความชอบ
ในเรื่องพวกนี้จากพ่อมาเต็มๆ โดยเฉพาะพี่คนโตที่มักใช้เวลาว่างอยู่ตามวงพระเครื่องเสมอๆ

เวลาแวะมาบ้านทีก็นั่งขลุกส่องแต่พระเครื่องที่พ่อสะสมไว้เป็นประจำ

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

"ขุนแผนไคโยตี้"แผลงฤทธิ์"พระอาจารย์อึ่ง" โดนทัณฑ์บน"พระพยอม"จวกหลงไสยศาสตร์เพ้อเจ้อ

เจ้าคณะเขตบางซื่อ เตรียมทำทัณฑ์บน "พระอาจารย์อึ่ง" ปลุกเสก "ขุนแผนไคโยตี้" ไม่ต้องหารือที่ประชุม มส "พระพยอม" จวกคนหลงใหลไสยศาสตร์เพ้อเจ้อทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ชี้ "ขุนแผน"เป็นเสนียดมากกกว่ามีเสน่ห์

กรณีลูกศิษย์ของพระอาจารย์สุเทพ สุทธสีโล หรือพระอาจารย์อึ่ง พระเกจิชื่อดัง จากวัดเวตวันธรรมาวาส (วัดเซิงหวาย) เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ จัดทำพระเครื่อง "ขุนแผนไคโยตี้" โดยมีรูปผู้หญิงเปลือยกายโอบกอดศิวลึงค์ เป็นองค์ประกอบ และปลุกเสกโดยพระอาจารย์อึ่ง ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าไม่เหมาะสมนั้น

เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่วัดเซิงหวายแล้ว ถ้ามีการนำรูปผู้หญิงเปลือยมาเทียบเคียงกับพระจริง ก็ถือว่าไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ถือว่านำพระไปไว้ในที่ไม่บังควร เหมือนอย่างกรณีที่มีการนำพระไปไว้ที่หัวบันได เราก็เคยมีการประสานให้จัดวางใหม่ ส่วนที่ถามว่า จะมีการลงโทษพระอาจารย์อึ่งผู้ปลุกเสกอย่างไรหรือไม่นั้น เรื่องนี้ขอรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะยังไม่เห็นของจริง เนื่องจากตอนแรกคิดว่าเป็นแค่การนำชื่อพระมาใช้

ต่อมานายอำนาจกล่าวว่า ได้รับรายงานจากพระรัตนเมธี เจ้าคณะเขตบางซื่อ และหัวหน้าพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) ว่า ได้เชิญตัวพระอาจารย์สุเทพ หรือพระอาจารย์อึ่ง มาสอบถามแล้ว พร้อมทั้งทำทัณฑ์บนพระอาจารย์สุเทพ ทั้งนี้ พระรัตนเมธีตักเตือนไปว่าไม่ควรจะทำอีก และขอให้ยุติการสร้างพระขุนแผนไคโยตี้นับแต่นี้ ดังนั้น เรื่องนี้ถือว่ายุติแล้ว โดยไม่ต้องนำเข้าหารือที่ประชุม มส. ส่วนที่มีการสร้างไปแล้ว 2 รุ่น ก็คงต้องแล้วกันไป คงไม่สามารถเรียกเก็บคืนได้ เพราะถึงแก้จะเรียกเก็บ ตนก็คิดว่าคงไม่มีใครนำมาคืน

ด้านพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สะท้อนถึงความเพี้ยนของบ้านเมือง ทางโลกปลุกระดมให้มีม็อบสีนั้นสีนี้ ส่วนทางธรรม แทนที่จะปลุกศีลธรรม กลับไปปลุกเสกกระเบื้องอิฐหินปูน ปลุกเสกเรื่องแปลกๆ พิสดาร ลามก ทั้งพระเครื่องชูชก พระเครื่องขุนแผนไคโยตี้ ความจริงจะเรียกว่าพระขุนแผนไม่ได้ เพราะไม่มีในตำนานว่าเป็นพระ แค่เคยบวชเณร ซึ่งก็ทะลึ่งชะม้ายตากับนางวันทอง เมื่อใหญ่โตมีอำนาจ ก็หลงใหลไสยเวท ไสยศาสตร์ จนถึงขั้นฆ่าบัวคลี่ภรรยาเพื่อแหวกท้องเอาลูกมาทำกุมารทอง ดังนั้น ต้องเรียกว่าไอ้แผนฆาตกร

พระพยอม กล่าวว่า ใครที่ไม่รู้เรื่องไปหลงบูชาขุนแผนก็เท่ากับหลงบูชาฆาตกร ใครเอาขุนแผนไปแขวนคอ ก็เท่ากับเอาไอ้ฆาตกรไปแขวนคอ ซึ่งไม่เป็นมงคล ไม่เป็นเสน่ห์ ตรงข้ามเป็นเสนียดมากกว่า พิธีปลุกเสกก็เท่ากับสนับสนุนฆาตกรให้เป็นพระ ฉะนั้น อย่าไปหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าอยากมีหลักธรรม 4 ข้อ ได้แก่ ทาน ปิยะวาจา อัตถะจริยา สมานัตตา คือ ช่วยเหลือเผื่อแผ่แบ่งปัน พูดจาอ่อนหวาน ทำตนให้เป็นประโยชน์ เสมอต้นเสมอปลายแล้วจะคล้องใจคนได้ ไม่ใช่ไปคล้องพระรุ่นนั้นรุ่นนี้

"บ้านเมืองเพี้ยนไปแล้วทั้งอาณาจักรและพุทธจักร การปลุกเสกขุนแผนไคโยตี้ เป็นเรื่องของการหาเงิน อยากได้เงินเข้าวัด ไม่อาจหาทางพุทธศาสนา ก็ไปหาทางไสยศาสตร์ ทั้งที่โดยธรรมดาแล้วควรหาตามแนวทางพุทธศาสนา ควรปลุกให้คนมีศีลธรรม บ้านเมืองสงบ แต่กลับปลุกให้คนไปหลงใหลไสยศาสตร์ หวังมีอำนาจดลบันดาลให้คนมีเสน่ห์ ร่ำรวย ทั้งที่ทางศาสนา มีหลักธรรมให้คนร่ำรวย และมีเสน่ห์อยู่แล้ว ทำไมต้องหันไปหาหลักเลื่อนลอย เพ้อเจ้อ ลมๆ แล้งๆ เมื่อบ้านเมืองเราไม่พ้นวงจรเหล่านี้ ถึงได้วุ่น ไม่ฉลาด" พระพยอมกล่าว


พระพยอมกล่าวว่า เรามีหลักทางศาสนา แต่กลับไม่ใช้ หรือใช้ไม่ถูก แสดงถึงสติปัญญาของชาวพุทธด้วย ใกล้ๆ ยุคอีเป๋อ ดังนั้น เครื่องรางของขลังจึงออกมาแปลกๆ ตามยุคสมัยที่คนมุ่งหวังในเรื่องลาภ เมตตา อยู่ยงคงกะพัน ขนาดชูชก เป็นคนขี้โรค ก็ยังนำมาแปลว่าเป็นคนมีเสน่ห์ ขออะไรคนก็ให้ ได้เมียสาว จึงนำมาทำพระเครื่อง เป็นการแปลในทางทำให้เกิดกิเลส ไม่ได้แปลในทางดับทุกข์ ส่งเสริมความงมงายแล้วทำให้มีรายได้ รวย เรื่องพระเครื่องขุนแผนไคโยตี้คงต้องสุดแล้วแต่ทาง มส. และทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พส.) ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับพระที่ปลุกเสก